4 น้ำตัวร้าย "แอบเลี้ยง" เซลล์มะเร็ง! ข้อแรกคนยุคนี้ดื่มแทบทุกวัน เสี่ยงโรคร้ายพุ่ง

4 น้ำตัวร้าย "แอบเลี้ยง" เซลล์มะเร็ง! ข้อแรกคนยุคนี้ดื่มแทบทุกวัน เสี่ยงโรคร้ายพุ่ง

4 น้ำตัวร้าย "แอบเลี้ยง" เซลล์มะเร็ง! ข้อแรกคนยุคนี้ดื่มแทบทุกวัน เสี่ยงโรคร้ายพุ่ง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เตือนสายหวาน! 4 เครื่องดื่มยอดฮิต ดื่มเพลินทุกวัน เพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายไม่รู้ตัว

หลายคนติดนิสัยแวะร้านสะดวกซื้อหรือสั่งชานมไข่มุกทุกครั้งที่หิวน้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นอย่าง Gen Z ที่เครื่องดื่มหวานๆ กลายเป็นเมนูประจำวัน หากไม่ได้ดื่มสักแก้วอาจรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไป

อย่างไรก็ตาม นพ. หวาง เซวียน (Huang Xuan) แพทย์ชื่อดังจากประเทศจีน ได้ออกมาเตือนโดยอ้างอิงจากงานวิจัยระดับนานาชาติว่า เครื่องดื่มคุ้นเคย 4 ประเภท หากดื่มเป็นประจำอาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นและ "เลี้ยง" เซลล์มะเร็งในร่างกายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเครื่องดื่มยอดฮิตบางชนิด แค่ดื่มวันละประมาณ 500 มล. ก็อาจเพิ่มความเสี่ยง "มะเร็งตับอ่อน" สูงถึง 87%!


1. เครื่องดื่มผสมน้ำตาล — ตัวการอันดับ 1 เพิ่มเสี่ยงมะเร็ง

เครื่องดื่มกลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่น้ำอัดลม, ชานมไข่มุก, ชาบรรจุขวดรสหวาน, เครื่องดื่มชูกำลัง, สปอร์ตดริ้งค์ ไปจนถึงน้ำผลไม้เติมน้ำตาล ซึ่งเป็นของโปรดของวัยรุ่นหลายคน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tufts สหรัฐอเมริกา (เปิดเผยเมื่อปี 2015) ระบุว่า เครื่องดื่มหวานๆ เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกราว 184,000 คนต่อปี โดยในจำนวนนี้มีกว่า 6,450 รายที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ส่วนที่เหลือเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและเบาหวาน

สิ่งที่น่าตกใจคือ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มหวานประมาณ 500 มล. ต่อวัน (เทียบเท่ากับน้ำอัดลม 1 ขวด หรือชานมแก้วกลาง 1 แก้ว) มีความเสี่ยงเป็น มะเร็งตับอ่อนสูงกว่าคนปกติถึง 87% และหากบริโภคน้ำตาลสูงถึง 70 กรัมต่อวัน (ประมาณน้ำอัดลม 2 กระป๋อง) ความเสี่ยงเสียชีวิตจากมะเร็งตับอ่อนอาจพุ่งสูงถึง 3 เท่า!

กลไกทางวิทยาศาสตร์: เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลปริมาณมากต่อเนื่อง ระดับอินซูลินในเลือดจะพุ่งสูง จนเกิดภาวะ "ดื้ออินซูลิน" ซึ่งจะไปกระตุ้นการสร้างสาร IGF-1 (Insulin-like Growth Factor-1) ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ หากในร่างกายมีเซลล์ที่กลายพันธุ์ สารนี้จะช่วยให้เซลล์ร้ายเจริญเติบโตเร็วยิ่งขึ้น กลายเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด นอกจากมะเร็งตับอ่อนแล้ว ยังสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมในผู้ที่ชอบทานอาหารไขมันสูงควบคู่กันด้วย


2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ — สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ที่ WHO ยืนยันแล้ว

ต่างจากปัจจัยเสี่ยงอื่นที่อาจยังมีข้อถกเถียง เหล้าและเบียร์ถูกองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภทที่ 1 (Group 1) ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เด่นชัดว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์จริง

สถิติชี้ว่า การดื่มแอลกอฮอล์เพียง 18 กรัม (ประมาณเบียร์ 1.5 กระป๋อง) ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ถึง 7%

เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนเป็นสารอะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงต่อ DNA โดยองค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดให้สารนี้อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งชนิดที่ 1 เช่นกัน

จุดน่ากลัวของคนคนเอเชีย: ประมาณ 30% ของคนเอเชียมีภาวะบกพร่องเอนไซม์ ALDH2 มาแต่กำเนิด (เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายอะเซทัลดีไฮด์) สังเกตได้ง่ายๆ คือ "ดื่มนิดเดียวก็หน้าแดง" หากคนกลุ่มนี้ดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษจะสะสมในร่างกายนานขึ้น ทำลาย DNA และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร, มะเร็งช่องปาก, มะเร็งเรขาคณิตในคอ และมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก


3. เครื่องดื่มร้อนจัด (อุณหภูมิเกิน 65°C)

หลายคนชอบดื่มกาแฟ ชา หรือซุปร้อนๆ ตอนควันฉุยเพราะรู้สึกได้รสชาติ แต่พฤติกรรมนี้แฝงอันตรายใหญ่หลวง

IARC จัดให้เครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงกว่า  65 องศาเซลเซียส อยู่ในกลุ่ม 2A (อาจก่อมะเร็งในมนุษย์) คุณหมอเน้นย้ำว่า อันตรายไม่ได้มาจากตัวใบชาหรือกาแฟ แต่มาจาก ความร้อนที่สูงเกินไป

การดื่มของร้อนจัดเป็นประจำ จะทำให้เยื่อบุช่องปากและหลอดอาหารเกิดบาดแผลลวกซ้ำๆ ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกลายพันธุ์ของเซลล์กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหาร ในระยะยาว ทางที่ดีควรพักเครื่องดื่มให้อุ่นลงสักนิดก่อนดื่มทุกครั้ง


4. น้ำผลไม้กล่อง / น้ำผลไม้แปรรูป ไม่ได้ "คลีน" อย่างที่คิด

หลายคนเลือกดื่มน้ำผลไม้แทนน้ำอัดลมเพราะคิดว่าดีต่อสุขภาพ แต่นี่อาจเป็นความเข้าใจผิด!

จากผลวิจัย มหาวิทยาลัย Tufts ระบุว่า เครื่องดื่มที่มีพลังงานจากน้ำตาลเกิน 50 กิโลแคลอรีต่อแก้ว (ประมาณ 236 มล.) ก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ 18% แล้ว นพ. หวาง เซวียน เพิ่มเติมว่า แม้จะเป็นน้ำผลไม้คั้นสด 100% หากดื่มบ่อยเกินไปก็อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ประมาณ 12%

สาเหตุเพราะกระบวนการคั้นหรือสกัดน้ำผลไม้ได้เอาไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร) ออกไปเกือบหมด ทำให้ก๊าซฟรุกโตสซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ตับจะต้องทำงานหนักในการเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็นไขมัน นำไปสู่ภาวะอักเสบเรื้อรังและระบบเผาผลาญผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคร้ายแรงรวมถึงมะเร็ง


แล้วควรดื่มอะไรดีเพื่อสุขภาพ?

นพ. หวาง เซวียน แนะนำว่า เราควรรักษาสุขภาพด้วยการเลือกเครื่องดื่มธรรมชาติที่ไม่เติมน้ำตาล ดังนี้:

  • น้ำเปล่า: ตัวเลือกที่ดีที่สุดในโลก ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ ปรับอุณหภูมิร่างกาย และเสริมการทำงานของอวัยวะโดยไม่มีแคลอรีเพิ่ม
  • ชาธรรมชาติไม่ใส่น้ำตาล: ชาเขียว ชาอู่หลง ชาดำ หรือชาสมุนไพร มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แต่ควรดื่มในอุณหภูมิที่ไม่ร้อนเกินไป
  • กาแฟดำ: กาแฟดำแท้ไม่ใส่น้ำตาลหรือนมช่วยให้สดชื่น และมีงานวิจัยรองรับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม (ระวังปริมาณคาเฟอีน)

สรุปทริกแม่บ้าน: แม้เครื่องดื่มสุขภาพก็ไม่ควรบริโภคเกินพอดี ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงในแต่ละวัน ลดน้ำตาล หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และไม่ดื่มของร้อนจัด เพื่อเกราะป้องกันมะเร็งที่แข็งแกร่ง

 

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล